วัดภูพลานสูง

phupalansoongสถานที่ตั้ง บ้านหลักเมือง หมู่ 8 ต.นาจะหลวย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี
สถานที่รับเสด็จพระบรมสารีริกธาตุ ในยุคกึ่งพุทธกาล
เรื่องราวประวัติความเป็นมา ถึงการก่อตั้งวัด และคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระบรมสารีริกธาตุ ณ.สถานที่แห่งนี้
ความเป็นมาของวัดภูพลานสูง
วัดภูพลานสูง เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่้บนยอดเขาภูพลานสูง เทือกเขาภูจอง ห่างจากตัวอำเภอนาจะหลวยไปทางทิศตะวันออกประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ในการอุปภัมภ์ของชาวบ้านหลักเมือง ต.นาจะหลวย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี สถานที่ตั้งของวัดเป็นเสนาสนะป่าที่บรรพบุรุษได้พยายามสืบต่อรักษาธรรมชาติ
   เนื่องจากสถานที่ตั้งของวัดเป็นที่สัปปายะจึงมักจะมีครูบาอาจารย์สายกรรมฐานพาคณะศิษยานุศิษย์มาปลีกวิเวกใช้เป็นสถานที่ในการฝึกจิตอยู่เป็นประจำ ในสมัยที่ยังไม่เป็นวัดนั้น ก็จะใช้เป็นสถานที่ในการจัดงานปฏิบัติธรรมหลังจากออกพรรณา อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมา
    วัดภูพลานสูงจึงเกิดขึ้นจากความพยายามของบรรพบุรุษทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ครูบาอาจารย์ที่ได้มาสร้างวัดองค์แรกก็คือ พระครูวิบูลธรรมธาดา (กาว ธมฺมทินฺโน) อดีตเจ้าคณะอำเภอเดชอุดม ได้มาบุกเบิกหักร้างถางพง และสร้างเสนาสนะต่างๆเท่าที่จำเป็น ตั้งแต่ปี พ.ส. 2518 แต่เนื่องจากช่วงนั้นสถานที่แห่งนี้มีไข้มาลาเรียชุกชุม จึงทำให้เป็้นอุสรรคสำหรับการสร้างวัเป็นอย่างยิ่ง
     เนื่องจากท่านได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้จะมีความสำคัญต่อไปในอนาคต เพราะในสมัยบรรพชาเป็นสามเณรท่านเคยได้ติดตามถวายการอุปัฏฐากพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง ผู้ไปทำการบูรณะองค์พระธาตุพนมในปี พ.ศ.2544 ได้พบคัมภีร์โบราณ (ต่อมาเทวดาได้นำคัมภีร์นี้มาถวายหลวงพ่อภรังสี) จึงทำให้ได้ทราบถึงคำพยากรณ์ในคัมภีร์นั้นว่าจะมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาที่วัดภูพลานสูงแห่งนี้ในอนาคต จึงได้มอบหมายให้พระครูวิบูลธรรมธาดาซึ่งเป็นสามเณรในสมัยนั้นสร้างวัดภูพลานสูงเพื่อรองรับพระบรมสาีรีิริกธาตุ ตามที่ทำนายไว้ในพระคัมภีร์ ท่านจึงได้ดำเนินการสร้างวัดมาด้วยความยากลำบาก ในอดีตคณะสงฆ์ได้พยายามผลักดันที่จะก่อสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หันพระพักตร์ไปทางประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศไทย เนื่องจากสถานที่ตั้งของวัดอยู่ระหว่างชายแดนทั้ง 3 ประเทศ แต่ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการสร้างได้ วัดภูพลานสูงก็ตั้งอยู่ในกฏของความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เช่นเดียวกัน อยู่ในยุคเสื่อม ยุคเจริญมาตามลำดับ บางปีก็ขาดแคลนพระภิกษุผู้อยู่จำพรรษา
      ในปี 2542 ชาวบ้านหลักเมือง จึงได้พยายามพร้อมใจกันกราบอาราธนาให้หลวงพ่อภรังสี ซึ่งประจำอยู่ที่วัดป่าบ้านคำบอนในสมัยนั้น ขึ้นมาดูแลวัดภูพลานสูง นำพาสาธุชนบูรณะปฏิสังขรณ์สืบต่อไป ท่านจึงได้จัดส่งพระลูกวัดขึ้นมาพำนักจำพรรษาดูแลเสนาสนะ คือ พระอาจารย์วิทย์ ปคุโณ หลวงปู่พูน สนฺตจิตฺโต สามเณร จำนวน 2 รูป โดยมีพระครูสุนทรสารวัฒน์ (สุนทร สุนฺทโร) เจ้าคณะตำบลตูม เป็นประธานที่ปรึกษา เมื่อออกพรรษาพระภิกษุ สามเณรก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ เนื่องจากลำบากด้วยปัจจัยสี่ การเดินทางสัญจรขึ้นลงก็ลำบาก จึงพากันลงจากวัดภูพลานสูงไปพักจำพรรษาที่อื่น
       มาในปี พ.ศ.2543-2545 หลวงพ่อภรังสี จึงได้ขึ้นมาดูแลพัฒนาปรับปรุงนำร่อง 2 ปี โดยได้บุกเบิกถนนขึ้นสู่วัดจัดระบบระเบียบต่างๆ ทำความสะอาดอาณาบริเวณและ มอบหมายให้พระลูกศิษย์ดูแลแทน ส่วนท่านเองได้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าคำบอน
        ต่อมาพระลูกศิษย์ก็ไม่สามารถอยู่จำพรรษาได้ จึงทำให้ท่านขบคิดว่า ทำไมวัดภูพลานสูงถึงไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่ได้ ท่านจึงขึ้นมาดูแลด้วยตัวท่านเองในปี พ.ศ. 2547 ก่อนเข้าพรรษาได้สร้างกุฏิขึ้นหนึ่งหลัีง เพื่อใช้เป็นที่พำนักจำพรรษา
ที่มาเนื้อหา : หนังสือสุริยธาตุ ม.ศ.5